มาแล้วครับ กับบล็อกที่(น่าจะมี)หลายคนรอคอย
การมาต่างประเทศครั้งแรก ต้องอยู่นานถึงสิบเดือน ในประเทศที่ภาษาพูดฟังไม่รู้เรื่องซักกะติ๊ด แถมมาตัวคนเดียว บางคนอาจจะคิดว่ายากลำบาก แต่ผมก็อยู่มาได้หลายวันแล้วครับ
การมาต่างประเทศครั้งแรก ต้องอยู่นานถึงสิบเดือน ในประเทศที่ภาษาพูดฟังไม่รู้เรื่องซักกะติ๊ด แถมมาตัวคนเดียว บางคนอาจจะคิดว่ายากลำบาก แต่ผมก็อยู่มาได้หลายวันแล้วครับ
ครั้งแรกอีกเหมือนกัน ที่ได้ไปสุวรรณภูมิ สนามบินที่คนไทยภูมิใจกันนักหนา(กัดฟันพูด) หลังจากไปโหลดกระเป๋าขึ้นเครื่องเสร็จ ประมาณเก้าโมงสี่สิบ ได้ตั๋วเครื่องบินมาหนึ่งใบ มาถึงเจ๊นุ้ย (@หนูนุ้ย เลิศ on facebook พี่สาวสุดสวย) ก็บอกถึงรายละเอียดต่างๆบนตั๋ว แล้วก็บอกว่า เราต้องไปถึง gate C2A ตามเวลาที่เขียนไว้นะ คือ 10.20 น. (โอเคครับ ผมจะจำไว้)
หลังจากร่ำลาเพื่อน(@Beer Poramin, @Ping Parith, @Kaniskul Kitudomsub)ๆ และญาติๆ(ปาป๊า, ตั่วแปะ,@หนูนุ้ย เลิศ, @Nuch Lertitthiporn Kumacloud, @Aurachat Momo)เสร็จ ก็ได้เวลาประมาณ 10 โมงแล้ว เอาล่ะ เข้าไปเช็ค passport ด้วยตัวคนเดียว เข้าไปถึงปั๊บ ต่อคิวที่แถวที่มีคนหัวดำๆ น่าจะเป็นคนไทย อ่า...ไม่ได้ดูอะไรเลย ต่อไปซะงั้น ซักพักเริ่มเห็นว่าคนข้างหน้าหัวดำๆที่ว่า ทำไม passport มันไม่เหมือนของเราฟะ แล้วเค้าชาติไหนกันนี่ เงยหน้าขึ้นไปมองป้าย อ่า...แถวสำหรับคนต่างชาติ ของคนไทยอยู่อีกฝั่งนึง ต่อไปตั้งนาน เสียเวลาอ่ะ เอาล่ะ เปลี่ยนแถวก็ได้ ต่อแถวที่เป็นเจ้าหน้าที่ผู้หญิงละกัน เผื่อจะใจดี ไม่เรื่องมาก...ต่อไปซักพัก ทำไมคนที่มาพร้อมกันแถวข้างๆมันได้ไปก่อนแล้วฟะ พนักงานผู้หญิงนี่ทำงานช้าจริงๆ รู้งี้ไปต่อแถวพนักงานผู้ชายละกัน ต่อจากตรวจ passport ก็ต้องไปสแกนของและร่างกาย เค้าให้เอาของวาง ล้วงของในกระเป๋าเสื้อกระเป๋ากางเกงออกมาให้หมด วางในกระจาด แล้วเดินตัวเป่าผ่านเครื่องตรวจ แอ๊ด...เอาของออกมาหมดแล้วทำไมยังดังฟะ “ถอดเข็มขัดถอดรองเท้าด้วยครับ” อืม ถอดเสื้อผ้าด้วยเลยมั๊ย
ผ่านมาแล้วก็เข้ามาข้าง ในแระ อืมหาทางไป C2A ดูตามป้ายแล้ว gate C ให้เลี้ยวซ้ายอ่ะ ก็ไป ตอนนั้นเกือบ 10.20 แล้ว เพราะก่อนหน้านั้นเสียเวลามาก เอาล่ะ เดี๋ยวจะรีบเดิน เดิน เดิน เดิน ไม่ถึงซักที ผ่านร้านขายของต่างๆเต็มไปหมด มีที่ให้นั่งกินข้าวด้วย จะมีไปทำไมเนี่ย ขี้เกียจเดิน ของก็หนัก ถือของขึ้นเครื่องไปเกือบสิบโลไม่รวมโน๊ตบุ๊ค เดินไปเรื่อยๆ ที่คล้องสายกระเป๋าหักซะงั้น ซวยตั้งแต่เริ่มเลย
ไปถึงตรงที่มี gate หลายๆ gate หา C2A ไม่เจออีก ต้องถามพนักงานเอา มาถึง C2A จนได้ เกือบ 10.30 แล้ว ดูเหมือนเค้ายังเพิ่งเรียกพวก first class กับ business class เสร็จ ก็มาถึงคิวเราพอดี economy class โอเค อย่างน้อยก็ยังทันเวลา
หลังจากนั่งรถบัสที่พา มาจาก gate ไปส่งที่เครื่องบินแล้ว ก็ได้ขึ้นเครื่องซักที ที่นั่ง 37C
ที่นั่งตำแหน่ง A จะติดหน้าต่าง ส่วน C จะติดทางเดิน มี B อยู่ระหว่าง A กับ C แถว 37 ที่ผมนั่งโชคดีที่ไม่มีคนนั่งที่ A กับ B เลยได้ลองนั่งทุกบรรยากาศ ทั้ง A,B,C
หลังจากเครื่องออกแล้ว ซักพักคุณแอร์ก็เอาหูฟังมาให้อ่ะ แล้วก็เสริ์ฟต่อด้วยผ้าเช็ดมือ น้ำ และอาหารกลางวัน แอร์ทุกคนจะเข้ามาถามเป็นภาษาอังกฤษ ว่าเอานู่นเอานี่มั๊ย เราก็จะตอบกลับไปเป็นภาษาไทยอ่ะ ขี้เกียจพูดภาษาอังกฤษกับคนไทย มันเขิน มีอยู่คนเดียวที่เข้ามาแล้วพูดเป็นภาษาญี่ปุ่นฟังไม่รู้เรื่องเลย เราก็ตอบไปเป็นภาษาไทยง่ะว่า “ฟังไม่รู้เรื่องครับ” เค้าทำหน้างงเลย เค้าก็ฟังเราไม่รู้เรื่องเพราะเค้าเป็นคนญี่ปุ่นคิดว่าเราเป็นคนญี่ปุ่น (เคยคิดว่าการบินไทยจะมีแต่คนไทย) เลยต้องพูดภาษาอังกฤษกับเค้า เป็นคนญี่ปุ่นที่สำเนียงอังกฤษดีมาก (ประสบการณ์คุยกับสาวญี่ปุ่นครั้งแรก)
นั่งๆนอนๆ ฟังเพลง ดูหนัง อ่านหนังสือจนครบห้าชั่วโมง ก็มาถึงสนามบินคันไซ ก็เดินตามๆเค้ามา เพราะผู้โดยสารที่เดินทางมาด้วยกันส่วนใหญ่เป็นคนญี่ปุ่น เค้าก็น่าจะคุ้นเคยที่ดีอยู่ มาถึงปั๊บ เดินเข้ารถไฟฟ้าก่อนเลย เป็น transfer train ไม่ต้องเดินให้เมื่อยตุ้มเหมือนตอนอยู่สุวรรณภูมิ
มาถึงก็ต้องผ่านด่าน ตรวจคนเข้ามือง เค้าก็จะให้เขียนใบ immigration สแกนลายนิ้วชี้สองนิ้ว ถ่ายรูป ก็เสร็จ เอากระเป๋าเสร็จปั๊บ ก็ออกมาตรงที่เหมือนตรวจกระเป๋า ของที่ห้ามนำเข้าส่วนใหญ่จะเป็นของผิดกฎหมาย ของที่ดูไม่ผิดกฎหมายแต่ต้องแจ้ง เช่น ของที่คนที่อยู่ในญี่ปุ่นฝากซื้อ, ผลิตภัณฑ์จากสัตว์ รวมถึงไส้กรอก ก็ห้ามเอาเข้าประเทศ ในกระเป๋ามีทั้งของที่ฝากเอาเข้ามา ทั้งผลิตภัณฑ์จากสัตว์ (หมูหยอง) รวมถึง DNA ที่ขนมาด้วย เค้าก็ถามว่ามีเอาของที่อยู่ในใบนี้มารึเปล่า ผมก็ตอบว่าไม่มี จบ ผ่านเลย โอ้ ช่างง่ายดายซะเหลือเกิน (เห็นคนอื่นบอกว่าเค้าอาจสุ่มตรวจของในกระเป๋าและอาจมีสัมภาษณ์ด้วย แต่ผมไม่โดยเลย)
ออก มาคนที่ Kyoto university เค้าบอกว่าเค้าบอกให้คนจาก MK taxi มายืนรอพร้อมชูป้ายชื่อเราด้วย บอกเค้าว่าเครื่องจะลงจอดตอน 18.30 น. แต่ตอนนั้นเกือบ 20.00 น. ไม่รู้ว่าคุณลุงจาก MK taxi เค้ามารอตั้งแต่เมื่อไหร่ สงสารแกจัง
นั่ง MK มา มันเป็นบริการรถตู้แบบรวมหลายๆคน ที่ไปทางเดียวกัน ราคา 3300 เยน ผู้โดยสารที่อยู่บนรถจะดีมากตรงที่ไม่คุยกันเสียงดัง(คือแทบไม่คุยกันเลย) ไม่มีการคุยโทรศัพท์เด็ดขาด ของแบบนี้ไม่ต้องมีคนมาสั่งเค้าก็ทำกันเป็นปกติอยู่แล้ว พอขับจากสนามบินคันไซมาชั่วโมงนึงก็มาเปลี่ยนเป็นรถ taxi ที่ kyoto ไม่เสียค่าบริการเพิ่ม แต่เราต้องนั่งไปกับผู้โดยสารอีกคนนึง (เป็นสาวสวยด้วย แต่ไม่ได้คุยกัน) ขับวนไปวนมาหาบ้านอยู่พักนึงก็เจอ คนขับ taxi ที่นี่จะดูดีมาก ตรงที่มี uniform ใส่หมวก ใส่ถุงมือสีขาว เบาะรถก็มีผ้าคลุมเบาะสีขาว ไม่เปิดเพลงแบบยัดเยียดให้ผู้โดยสาร อาจจะเป็นเหตุผลที่ทำให้ taxi ที่นี่ราคาแพง(เค้าว่าขึ้นครั้งนึงก็เริ่มที่ประมาณสองร้อยบาทแล้ว)
ไปถึงตรงที่มี gate หลายๆ gate หา C2A ไม่เจออีก ต้องถามพนักงานเอา มาถึง C2A จนได้ เกือบ 10.30 แล้ว ดูเหมือนเค้ายังเพิ่งเรียกพวก first class กับ business class เสร็จ ก็มาถึงคิวเราพอดี economy class โอเค อย่างน้อยก็ยังทันเวลา
หลังจากนั่งรถบัสที่พา มาจาก gate ไปส่งที่เครื่องบินแล้ว ก็ได้ขึ้นเครื่องซักที ที่นั่ง 37C
ที่นั่งตำแหน่ง A จะติดหน้าต่าง ส่วน C จะติดทางเดิน มี B อยู่ระหว่าง A กับ C แถว 37 ที่ผมนั่งโชคดีที่ไม่มีคนนั่งที่ A กับ B เลยได้ลองนั่งทุกบรรยากาศ ทั้ง A,B,C
หลังจากเครื่องออกแล้ว ซักพักคุณแอร์ก็เอาหูฟังมาให้อ่ะ แล้วก็เสริ์ฟต่อด้วยผ้าเช็ดมือ น้ำ และอาหารกลางวัน แอร์ทุกคนจะเข้ามาถามเป็นภาษาอังกฤษ ว่าเอานู่นเอานี่มั๊ย เราก็จะตอบกลับไปเป็นภาษาไทยอ่ะ ขี้เกียจพูดภาษาอังกฤษกับคนไทย มันเขิน มีอยู่คนเดียวที่เข้ามาแล้วพูดเป็นภาษาญี่ปุ่นฟังไม่รู้เรื่องเลย เราก็ตอบไปเป็นภาษาไทยง่ะว่า “ฟังไม่รู้เรื่องครับ” เค้าทำหน้างงเลย เค้าก็ฟังเราไม่รู้เรื่องเพราะเค้าเป็นคนญี่ปุ่นคิดว่าเราเป็นคนญี่ปุ่น (เคยคิดว่าการบินไทยจะมีแต่คนไทย) เลยต้องพูดภาษาอังกฤษกับเค้า เป็นคนญี่ปุ่นที่สำเนียงอังกฤษดีมาก (ประสบการณ์คุยกับสาวญี่ปุ่นครั้งแรก)
นั่งๆนอนๆ ฟังเพลง ดูหนัง อ่านหนังสือจนครบห้าชั่วโมง ก็มาถึงสนามบินคันไซ ก็เดินตามๆเค้ามา เพราะผู้โดยสารที่เดินทางมาด้วยกันส่วนใหญ่เป็นคนญี่ปุ่น เค้าก็น่าจะคุ้นเคยที่ดีอยู่ มาถึงปั๊บ เดินเข้ารถไฟฟ้าก่อนเลย เป็น transfer train ไม่ต้องเดินให้เมื่อยตุ้มเหมือนตอนอยู่สุวรรณภูมิ
มาถึงก็ต้องผ่านด่าน ตรวจคนเข้ามือง เค้าก็จะให้เขียนใบ immigration สแกนลายนิ้วชี้สองนิ้ว ถ่ายรูป ก็เสร็จ เอากระเป๋าเสร็จปั๊บ ก็ออกมาตรงที่เหมือนตรวจกระเป๋า ของที่ห้ามนำเข้าส่วนใหญ่จะเป็นของผิดกฎหมาย ของที่ดูไม่ผิดกฎหมายแต่ต้องแจ้ง เช่น ของที่คนที่อยู่ในญี่ปุ่นฝากซื้อ, ผลิตภัณฑ์จากสัตว์ รวมถึงไส้กรอก ก็ห้ามเอาเข้าประเทศ ในกระเป๋ามีทั้งของที่ฝากเอาเข้ามา ทั้งผลิตภัณฑ์จากสัตว์ (หมูหยอง) รวมถึง DNA ที่ขนมาด้วย เค้าก็ถามว่ามีเอาของที่อยู่ในใบนี้มารึเปล่า ผมก็ตอบว่าไม่มี จบ ผ่านเลย โอ้ ช่างง่ายดายซะเหลือเกิน (เห็นคนอื่นบอกว่าเค้าอาจสุ่มตรวจของในกระเป๋าและอาจมีสัมภาษณ์ด้วย แต่ผมไม่โดยเลย)
ออก มาคนที่ Kyoto university เค้าบอกว่าเค้าบอกให้คนจาก MK taxi มายืนรอพร้อมชูป้ายชื่อเราด้วย บอกเค้าว่าเครื่องจะลงจอดตอน 18.30 น. แต่ตอนนั้นเกือบ 20.00 น. ไม่รู้ว่าคุณลุงจาก MK taxi เค้ามารอตั้งแต่เมื่อไหร่ สงสารแกจัง
นั่ง MK มา มันเป็นบริการรถตู้แบบรวมหลายๆคน ที่ไปทางเดียวกัน ราคา 3300 เยน ผู้โดยสารที่อยู่บนรถจะดีมากตรงที่ไม่คุยกันเสียงดัง(คือแทบไม่คุยกันเลย) ไม่มีการคุยโทรศัพท์เด็ดขาด ของแบบนี้ไม่ต้องมีคนมาสั่งเค้าก็ทำกันเป็นปกติอยู่แล้ว พอขับจากสนามบินคันไซมาชั่วโมงนึงก็มาเปลี่ยนเป็นรถ taxi ที่ kyoto ไม่เสียค่าบริการเพิ่ม แต่เราต้องนั่งไปกับผู้โดยสารอีกคนนึง (เป็นสาวสวยด้วย แต่ไม่ได้คุยกัน) ขับวนไปวนมาหาบ้านอยู่พักนึงก็เจอ คนขับ taxi ที่นี่จะดูดีมาก ตรงที่มี uniform ใส่หมวก ใส่ถุงมือสีขาว เบาะรถก็มีผ้าคลุมเบาะสีขาว ไม่เปิดเพลงแบบยัดเยียดให้ผู้โดยสาร อาจจะเป็นเหตุผลที่ทำให้ taxi ที่นี่ราคาแพง(เค้าว่าขึ้นครั้งนึงก็เริ่มที่ประมาณสองร้อยบาทแล้ว)
ภาพแรกในญี่ปุ่น ถ่ายที่สนามบินคันไซ
ภาพที่สอง
ถึงบ้านซักที แบบฝนตกๆ พี่เน็ต(@Chanavee Ratanajaraya คนไทยที่นี่ อยู่บ้านเดียวกัน) ก็ออกมารับ และบอกว่าอาจารย์ให้เอา DNA ไปเก็บที่แลปเลย (ตอนเกือบสี่ทุ่ม) เพื่อให้มั่นใจว่า DNAs are safe at the lab. พี่เน็ตบอกไม่ต้องไปด้วยก็ได้นะ <--ไม่เป็นไรครับ ผมหิวข้าวด้วย อยากออกไปกินข้าว แล้วก็ออกไปท่ามกลางฝน โดยขี่จักรยานกางร่ม เปียกโชกไปทั้งตัวอยู่ดี สุดท้ายข้าวมื้อแรกในญี่ปุ่นครับ ข้าวหน้าเนื้อชีส ราคา 330 เยน ร้าน Sukiya
อาบน้ำนอน จบหนึ่งวันแรกในเกียวโต เดี๋ยววันหลังมาต่อครับ
เจ๋งว่ะพี่
ตอบลบถูกจัง แล้วอร่อยมั๊ยอ่าาา
ตอบลบIt's very, very, very low-priced. But also quite delicious.
ตอบลบHowever, their comprise of 3 prices of the same menu.
The 330 ¥ is the cheapest one. I haven't try the high-priced one.
I think the 330¥ is enough for me.