วันพฤหัสบดีที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

ครึ่งแรกของทั้งหมด


ใครเคยฟังเรื่องที่ว่าคนตาบอดคลำช้าง แต่ละคนคลำกันคนละที่ ก็ต่างบอกว่าช้างมีลักษณะต่างๆกันไปบ้างครับ
หากเปรียบประเทศญี่ปุ่นกับช้างแล้ว ญี่ปุ่นที่แต่ละคนได้สัมผัส จะมีลักษณะต่างกันออกไป
ญี่ปุ่นในจินตนาการของคุณหน้าตาเป็นอย่างไรครับ                               
ญี่ปุ่นของคุณเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย ขาวหรือดำ เตี้ยหรือสูง


ส่วนของผม
ญี่ปุ่นของผมไม่มีขาครับ
แล้วก็ไม่มีแขน ไม่มีหน้าตา
แต่ผม…ก็รักญี่ปุ่นมากขึ้นทุกวัน  <3


ผ่านมาครึ่งหนึ่งแล้ว (ครบห้าเดือนแล้ว เร็วชะมัด งานการยังไม่ได้ทำเท่าไหร่เลย มัวแต่เที่ยวเล่นอยู่ - -“) ก็อยากจะขอเป็นทางการซักหน่อย

-                    ปาป๊า, ญาติๆและพี่ๆน้องๆที่น่ารักทุกคน ขอขอบคุณนะครับที่เป็นกำลังใจให้เสมอมา หวังว่าทุกคนจะสบายดีนะครับ ผมอยู่ที่นี่ยังสบายดีอยู่ทุกอย่าง (แม้จะหนาวมากไปหน่อย  Д`) ) แต่ผมยังรู้สึกได้ถึงกำลังใจอันอบอุ่นจากทุกคนอยู่ครับ ♪───O(≧∇≦)O────♪

-                    พี่ๆน้องๆจากที่แลปศิริราชทุกคน ขอบคุณนะครับที่ช่วยสนับสนุนในเรื่องพื้นฐาน (เช่น การเบิกจ่ายเงิน การโหลดโปรแกรม เป็นต้น) ผมขอยกความดีจากการทำงานของผมทั้งหมดให้ทุกคนเลยครับ หากไม่ได้ทุกคน ผมคงไม่สามารถทำอะไรต่างๆได้อย่างสะดวกสบายขนาดนี้ (แต่ได้ข่าวว่างานยังพอกหางอยู่เลย รอมีไฟมาลนก้นก่อนเหอะ ε=ε=ε=ε=ε=ε=(;))

-                    ขอขอบคุณเพื่อนๆ PhD-MD, เพื่อนปทุมคงคา ,เพื่อนม.วิทย์, เพื่อนศิริราช พี่ที่แลป ST(ทั้งเก่าและปัจจุบัน) และแลปBiotech และสมาชิกชมรมพุทธฯ ที่คอยมาถามไถ่สารทุกข์สุขดิบอยู่เสมอ

-                    น้องหนอน น้องป่าน น้องภา น้องปุ๊ก น้องแบม น้องนนท์ น้องแน๊ต น้องแจ๋ม น้องปอนด์ พี่ต้องขอโทษด้วยที่ทำให้ปีนี้พี่เอ็กเทิร์นของน้องหายไปหนึ่งคน ขอโทษที่ไม่ได้อยู่ที่ศิริราชคอยดูแลน้องๆ แต่ว่าอีกห้าเดือนข้องหน้ามีของฝากจากญี่ปุ่นแน่นอนไม่ต้องห่วง ( T_T)(^-^ )

-                    พี่โบ๊ท พี่เก๋ น้ำหวาน การ์ตูน พี่แม้ว พี่จ๋า พี่กอล์ฟ พี่ช้าง พี่อ่าว พี่เบิ้ล พี่หนา พี่ฉั่ว และเพื่อนๆพี่ๆทุกคนที่ได้มีโอกาสมาพบเจอที่ญี่ปุ่น ขอบคุณที่มาทำให้ญี่ปุ่นของผมมีความหมายและสีสันที่ไม่เหมือนใคร เพราะทุกคนจึงทำให้ญี่ปุ่นของผมสดใสได้ขนาดนี้(^O^

-                    พี่กิฟท์ พี่สาวที่แสนดี คนที่ช่วยเหลือผมมามากที่สุด ผมต้องขอโทษที่ได้ไปรบกวนคุณพี่ไว้หลายกระทงเลย  orz  หากว่ามีสิ่งใดอยากให้ผมช่วยบ้างแม้เพียงเล็กน้อยก็ขอให้บอกมาเลยครับ ยินดีช่วยอย่างสุดความสามารถ ^ ^; (และโอกาสที่เอื้ออำนวย)

-                    พี่เน็ตและพี่ตั๊กครับ พี่ทั้งสองเป็นพี่ชายที่ดีของผมเสมอมา ผมขอบคุณมากกับคำแนะนำต่างๆและประสบการณ์ในการใช้ชีวิตบนแผ่นดินยุ่น ผมจะจำมันไว้ใช้ทั้งในญี่ปุ่นและในอนาคตครับ


ขอขอบคุณทุกคนที่เกี่ยวข้องทั้งหมด รวมถึงคนที่ผมไม่ได้กล่าวถึงด้วย ทุกคนล้วนแต่มีความสำคัญ ที่มาทำให้ความทรงจำในญี่ปุ่นของผมเป็นความทรงจำที่สวยงาม ทุกคนมาช่วยกันแต่งแต้มสีสันให้ญี่ปุ่นของผมเป็นญี่ปุ่นที่ใครหลายคนอิจฉาครับ

วันจันทร์ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

Kyoto 3: ความแตกต่าง

วันนี้จะพูดถึงความแตกต่างระหว่างประเทศเท่าที่สังเกตได้

1. การซื้อของที่ญี่ปุ่นนั้นจะต่างกับที่ไทยนิดหน่อยครับ
คือซื้อของที่ญี่ปุ่น ส่วนใหญ่แล้วพนักงานเค้าจะไม่เอาของเราใส่ถุงให้ครับ
เค้าจะเอาถุงใส่ตระกร้า แล้วให้เราเอาตะกร้าออกมาหลังเคาท์เตอร์
มาจัดเรียงของใส่ถุงเองอย่างในรูปครับ
 
เครื่องคิดเงินของที่นี่ส่วนใหญ่จะเป็นแบบทอนเงินอัตโนมัติ
คือพอพนักงานคีย์ข้อมูลเสร็จ บอกเครื่องว่ากี่เยน
พอจ่ายเงินให้ก็เอาเงินเข้าเครื่อง
แล้วเงินทอนก็ออกมาเองเลย พอดีจำนวน 
ไม่ต้องเสียเวลานับเงินทอนให้ยุ่งยาก


2. ไม่มีซ้อส เวลาไปซื้ออาหารฟาสฟู้ดส์ ในไทยบีบซ้อสกระจาย

มาอยู่ที่นี่ ไม่มีซ้อส...โอ้ว แม่เจ้า
แต่ก็อร่อยนะครับ รสชาติคนละรสกับของที่บ้านเรา 
ไม่ต้องใส่ซ้อสแต่ก็กินได้ อร่อยด้วย
 3.การใช้เงิน
ไม่ได้จะพูดถึงการใช้เปลืองหรือไม่เปลืองครับ
(เพราะที่นี่ถ้าอยู่อย่างประหยัดก็ใช้วันละ 7-800 บาทเป็นปรกติอยู่แล้ว)

 ที่นี่เงินที่ใช้ส่วนใหญ่จะเป็นเหรียญครับ แบกเหรียญหนักๆทุกวัน
เหรียญที่ใช้บ่อยสุดก็คงเป็นร้อยเยนครับ 
ใช้บ่อยจนรู้สึกว่ามีค่าแค่ประมาณเหรียญสิบบาทของไทยครับ
ในรูปเป็นเหรียญต่างๆ 1,5,10,100 และ 500 เยน

4.ร้านร้อยเยน
อย่างที่บอกว่าร้อยเยนมีค่าประมาณสิบบาทไทย
(พูดถึงมูลค่า ไม่ได้พูดถึงอัตราแลกเงิน) 
สินค้าในร้านร้อยเยนเป็นสินค้าราคาถูกครับ
แต่ก็ไม่ได้รู้สึกว่าคุณภาพมันจะแย่มากจนใช้ไม่ได้
(ถึงแม้ว่าจะไม่ได้ดีอย่างของที่แพงๆก็ตาม)
ของใช้ในชีวิตประจำวันส่วนใหญ่ก็หาได้ในร้านร้อยเยน
ตั้งแต่ขนมขบเคี้ยว เครื่องปรุง+อุปกรณ์ครัว อุปกรณ์ทำสวน เครื่องเขียน
อุปกรณ์แต่งหน้า ของตกแต่งบ้าน ของเล่น สารพัดจะบรรยาย
เอาเป็นว่า เข้าเกือบทุกวันนั่นแหละครับ (หมดไปเป็นหมื่นเยนแล้วมั้งเนี่ย)
ร้านร้อยเยนเป็นชื่อเรียกกันเล่นๆง่ายๆครับ
ความจริงแล้วก็จะมียี่ห้อต่างๆกันไปอีกครับ
(ก่อนมานี่เคยคิดว่าร้านร้อยเยนมีแต่ยี่ห้อไดโสะ เพราะเคยเห็นยี่ห้อเดียว)
แต่ละยี่ห้อก็จะมีของบางอย่างแตกต่างกันครับ
อ้อ อีกอย่างคือร้านร้อยเยนส่วนใหญ่จะคิดราคาจริงร้อยห้าเยนครับ
เห็นว่ารวม VAT ด้วย

รูปนี้เป็นร้านร้อยเยนที่เข้าบ่อยที่สุด ชื่อยะคุมัง 
เป็นร้านพิเศษที่คิดราคาร้อยเยนจริงๆ ไม่บวกอีกห้าเยน 
(เห็นว่าเป็นสวัสดิการของมหาวิทยาลัย)
วันที่สิบเดือนนี้จะมีโปรโมชั่น ซื้อสิบแถมหนึ่งอีก (เสียตังค์อีกแล้วตรู - -")

รูปล่างนี้เป็นร้านไดโสะ ที่ไปขายในไทยหกสิบบาท

5.ห้องน้ำ
ห้องน้ำที่นี่ส่วนใหญ่จะเป็นแบบนี้ครับ

แต่ถ้าพัฒนาแล้วจะเป็นแบบนี้


มีที่ฉีดให้ตรงรูด้วย ที่รองนั่งปรับอุณหภูมิได้

ส่วนใหญ่แล้วก๊อกที่ล้างมือเป็นแบบอัตโนมัติครับ
เคยเจอที่ใส่สบู่เป็นแบบอัตโนมัติด้วย 
ตอนนั้นคืองงครับว่าก๊อกไหนเป็นน้ำเปล่า ก๊อกไหนเป็นสบู่(อ่านไม่ออก)

ถ้าไฮเทคขึ้นไปอีก ก็เป็นไฟเปิดปิดอัตโนมัติ มีคนอยู่จะเปิดไฟครับ
แต่ก็งงว่า ถ้าเรานั่งถ่ายในห้องน้ำนานๆ นั่งนิ่งๆ มันรู้ได้ไงว่ามีคนอยู่อ่ะ
หรือเซ็นเซอร์มันนับคนเข้าออกหว่า (คำถามที่ขี้เกียจหาคำตอบ)


พูดถึงเรื่องไฟ ก็ขอนิดนึงว่าไฟหน้าบ้านของที่นี่หลายบ้านเปิดอัตโนมัติครับ
ถ้ามีคนผ่านก็จะเปิดเอง ไม่มีคนจะปิดเพื่อประหยัดไฟ
ขี่จักรยานผ่านตอนกลางคืนก็จะรู้สึกบรึ๋ยๆ ที่ไฟเปิดเอง - -"


6.ขึ้นรถเมล์
ของที่นี่ป้ายรถเมล์จะบอกว่าสายอะไรกำลังมา หรือถ้าเป็นแบบเก่าหน่อย
ก็จะบอกเวลาที่รถเมล์จะมาถึง ซึ่งส่วนใหญ่เชื่อถือได้ครับ


ขึ้นรถเมล์ให้ขึ้นที่ประตูหลัง ไม่มีกระเป๋ารถเมล์
แต่จ่ายเงินตอนลงที่ประตูหน้า ที่เครื่องเก็บเงินอัตโนมัติ
ต้องหยอดเงินให้พอดี ไม่มีทอนครับ
แต่ตรงที่จ่ายเงินจะมีตู้แลกเงินด้วย
ถ้าเงินไม่พอดีให้แลกเงินก่อนค่อยจ่ายเงิน


วันนี้พอแค่นี้ก่อนครับ เดี๋ยววันหลังค่อยมาต่อ
(อ่านอีกที มีคำว่าอัตโนมัติเยอะมาก)
ขอบคุณที่ติดตามอ่านครับ

วันอังคารที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2553

Kyoto 2.


ขี้เกียจเขียนเรื่องลง ดูตามรูปละกัน

อันนี้บ้านที่อยู่ตอนนี้ครับ
หลังข้างๆเป็นบ้านเจ้าของ(อาชีพตัดผม) ความจริงกินพื้นที่ไปถึงหลังบ้านอีก


 อันนี้ปลูกอยู่หน้าบ้าน ความจริงก็ปลูกกันแทบทุกบ้านเลย แถมออกดอกเต็มต้นทุกบ้าน(ดอกอะไรหว่า คุ้นๆ เหมือนที่ต้นตายไปตอนอยู่ที่ศิริราช)


 ศาลเจ้าหน้าบ้าน ข้างในดูเหมือนเป็นก้อนหินถูกเขียนเติมลูกตา

ปากซอยหลังบ้าน ที่ตอนหลงทางเอารูปนี้ให้คนที่นี่ดูแล้วเค้าบอกว่าไม่รู้จัก

อาหารทำกินเองมื้อที่สอง ใส่เส้นมาม่าเกาหลี ผักกาด(มั้ง) ชิกูวะที่อร่อยมาก เนื้อวัวและไข่เป็ดที่แตกแล้วแช่ตู้เย็นทิ้งไว้หนึ่งคืน รวมทั้งหม้อให้คนกินสามคนได้ กินหมดคนเดียวเลย(มื้อแรกไม่ได้ถ่ายไว้อ่ะ)

 อาหารทำกินเองมื้อที่สาม ผัดเนื้อวัวจนไหม้ก่อน(เพราะกะไม่ถูก) คลุกเคล้ากับโชยุ แล้วใส่เส้นราเมนใส่ผักกะหล่ำปลี และเห็ดเข็มทอง (ทำออกมาเท่ากับสามคนกินอีกแล้ว โคตรอิ่ม) ต่อด้วยโยเกิร์ต กล้วยน้ำว้าสองลูก สับปะรดอีกนิดหน่อย
อันนี้เจอในห้อง การ์ตูน Orange Road เป็นเทปที่ไม่มีเครื่องเล่น...อดดูเลย


ทางไปที่แลปทางนึงจากหลายๆทาง(สวยป่ะหรอก)


ผ่านสนามบอลด้วย เหมือนในการ์ตูนเลย

เอาไปอีกรูป
ถ้าไปแลปทางนี้จะผ่านวัดด้วย วัดอะไรจำชื่อไม่ได้แล้ว เดี๋ยววันหลังจะเข้าไปถ่ายรูปมาให้ดูละกันครับ (แต่พี่เค้าบอกว่าไม่มีอะไร)

ที่แลปนี้จะต้องมีแม่เหล็กไว้บอกด้วยว่าใครอยู่ ใครไม่อยู่

ของอาจารย์ใหญ่เป็นรูปครูลุงหนวดจากเรื่องเจ้าหนูปรมาณู

บรรยากาศในแลป คอมแทบทุกเครื่องเป็น Mac

นี่คือเครื่องที่ผมใช้อยู่ตอนนี้ ครั้งแรกเลยนะเนี่ยที่ได้ใช้ Mac เต็มตัว ใช้ไม่เป็นง่ะ แถมเมนูดันเป็นภาษาญี่ปุ่นอีก กดมั่วไปเลยทีนี้

วันนี้แค่นี้ก่อนครับ เดี๋ยววันหลังพาเที่ยวอีก

วันจันทร์ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2553

First day in Kyoto.

มาแล้วครับ กับบล็อกที่(น่าจะมี)หลายคนรอคอย

การมาต่างประเทศครั้งแรก ต้องอยู่นานถึงสิบเดือน ในประเทศที่ภาษาพูดฟังไม่รู้เรื่องซักกะติ๊ด แถมมาตัวคนเดียว บางคนอาจจะคิดว่ายากลำบาก แต่ผมก็อยู่มาได้หลายวันแล้วครับ

ครั้งแรกอีกเหมือนกัน ที่ได้ไปสุวรรณภูมิ สนามบินที่คนไทยภูมิใจกันนักหนา(กัดฟันพูด) หลังจากไปโหลดกระเป๋าขึ้นเครื่องเสร็จ ประมาณเก้าโมงสี่สิบ ได้ตั๋วเครื่องบินมาหนึ่งใบ มาถึงเจ๊นุ้ย (@หนูนุ้ย เลิศ on facebook พี่สาวสุดสวย) ก็บอกถึงรายละเอียดต่างๆบนตั๋ว แล้วก็บอกว่า เราต้องไปถึง gate C2A ตามเวลาที่เขียนไว้นะ คือ 10.20 น. (โอเคครับ ผมจะจำไว้)

หลังจากร่ำลาเพื่อน(@Beer Poramin, @Ping Parith, @Kaniskul Kitudomsub)ๆ และญาติๆ(ปาป๊า, ตั่วแปะ,@หนูนุ้ย เลิศ, @Nuch Lertitthiporn Kumacloud, @Aurachat Momo)เสร็จ  ก็ได้เวลาประมาณ 10 โมงแล้ว เอาล่ะ เข้าไปเช็ค passport ด้วยตัวคนเดียว เข้าไปถึงปั๊บ ต่อคิวที่แถวที่มีคนหัวดำๆ น่าจะเป็นคนไทย อ่า...ไม่ได้ดูอะไรเลย ต่อไปซะงั้น ซักพักเริ่มเห็นว่าคนข้างหน้าหัวดำๆที่ว่า ทำไม passport มันไม่เหมือนของเราฟะ แล้วเค้าชาติไหนกันนี่ เงยหน้าขึ้นไปมองป้าย อ่า...แถวสำหรับคนต่างชาติ ของคนไทยอยู่อีกฝั่งนึง ต่อไปตั้งนาน เสียเวลาอ่ะ เอาล่ะ เปลี่ยนแถวก็ได้ ต่อแถวที่เป็นเจ้าหน้าที่ผู้หญิงละกัน เผื่อจะใจดี ไม่เรื่องมาก...ต่อไปซักพัก ทำไมคนที่มาพร้อมกันแถวข้างๆมันได้ไปก่อนแล้วฟะ พนักงานผู้หญิงนี่ทำงานช้าจริงๆ รู้งี้ไปต่อแถวพนักงานผู้ชายละกัน ต่อจากตรวจ passport ก็ต้องไปสแกนของและร่างกาย เค้าให้เอาของวาง ล้วงของในกระเป๋าเสื้อกระเป๋ากางเกงออกมาให้หมด วางในกระจาด แล้วเดินตัวเป่าผ่านเครื่องตรวจ แอ๊ด...เอาของออกมาหมดแล้วทำไมยังดังฟะ “ถอดเข็มขัดถอดรองเท้าด้วยครับ” อืม ถอดเสื้อผ้าด้วยเลยมั๊ย

ผ่านมาแล้วก็เข้ามาข้าง ในแระ อืมหาทางไป C2A ดูตามป้ายแล้ว gate C ให้เลี้ยวซ้ายอ่ะ ก็ไป ตอนนั้นเกือบ 10.20 แล้ว เพราะก่อนหน้านั้นเสียเวลามาก เอาล่ะ เดี๋ยวจะรีบเดิน เดิน เดิน เดิน ไม่ถึงซักที ผ่านร้านขายของต่างๆเต็มไปหมด มีที่ให้นั่งกินข้าวด้วย จะมีไปทำไมเนี่ย ขี้เกียจเดิน ของก็หนัก ถือของขึ้นเครื่องไปเกือบสิบโลไม่รวมโน๊ตบุ๊ค เดินไปเรื่อยๆ ที่คล้องสายกระเป๋าหักซะงั้น ซวยตั้งแต่เริ่มเลย
ไปถึงตรงที่มี gate หลายๆ gate หา C2A ไม่เจออีก ต้องถามพนักงานเอา มาถึง C2A จนได้ เกือบ 10.30 แล้ว ดูเหมือนเค้ายังเพิ่งเรียกพวก first class กับ business class เสร็จ ก็มาถึงคิวเราพอดี economy class โอเค อย่างน้อยก็ยังทันเวลา
หลังจากนั่งรถบัสที่พา มาจาก gate ไปส่งที่เครื่องบินแล้ว ก็ได้ขึ้นเครื่องซักที ที่นั่ง 37C

ที่นั่งตำแหน่ง A จะติดหน้าต่าง ส่วน C จะติดทางเดิน มี B อยู่ระหว่าง A กับ C แถว 37 ที่ผมนั่งโชคดีที่ไม่มีคนนั่งที่ A กับ B เลยได้ลองนั่งทุกบรรยากาศ ทั้ง A,B,C

หลังจากเครื่องออกแล้ว ซักพักคุณแอร์ก็เอาหูฟังมาให้อ่ะ แล้วก็เสริ์ฟต่อด้วยผ้าเช็ดมือ น้ำ และอาหารกลางวัน แอร์ทุกคนจะเข้ามาถามเป็นภาษาอังกฤษ ว่าเอานู่นเอานี่มั๊ย เราก็จะตอบกลับไปเป็นภาษาไทยอ่ะ ขี้เกียจพูดภาษาอังกฤษกับคนไทย มันเขิน มีอยู่คนเดียวที่เข้ามาแล้วพูดเป็นภาษาญี่ปุ่นฟังไม่รู้เรื่องเลย เราก็ตอบไปเป็นภาษาไทยง่ะว่า “ฟังไม่รู้เรื่องครับ” เค้าทำหน้างงเลย เค้าก็ฟังเราไม่รู้เรื่องเพราะเค้าเป็นคนญี่ปุ่นคิดว่าเราเป็นคนญี่ปุ่น (เคยคิดว่าการบินไทยจะมีแต่คนไทย) เลยต้องพูดภาษาอังกฤษกับเค้า เป็นคนญี่ปุ่นที่สำเนียงอังกฤษดีมาก (ประสบการณ์คุยกับสาวญี่ปุ่นครั้งแรก)

นั่งๆนอนๆ ฟังเพลง ดูหนัง อ่านหนังสือจนครบห้าชั่วโมง ก็มาถึงสนามบินคันไซ ก็เดินตามๆเค้ามา เพราะผู้โดยสารที่เดินทางมาด้วยกันส่วนใหญ่เป็นคนญี่ปุ่น เค้าก็น่าจะคุ้นเคยที่ดีอยู่ มาถึงปั๊บ เดินเข้ารถไฟฟ้าก่อนเลย เป็น transfer train ไม่ต้องเดินให้เมื่อยตุ้มเหมือนตอนอยู่สุวรรณภูมิ

มาถึงก็ต้องผ่านด่าน ตรวจคนเข้ามือง เค้าก็จะให้เขียนใบ immigration สแกนลายนิ้วชี้สองนิ้ว ถ่ายรูป ก็เสร็จ เอากระเป๋าเสร็จปั๊บ ก็ออกมาตรงที่เหมือนตรวจกระเป๋า ของที่ห้ามนำเข้าส่วนใหญ่จะเป็นของผิดกฎหมาย ของที่ดูไม่ผิดกฎหมายแต่ต้องแจ้ง เช่น ของที่คนที่อยู่ในญี่ปุ่นฝากซื้อ, ผลิตภัณฑ์จากสัตว์ รวมถึงไส้กรอก ก็ห้ามเอาเข้าประเทศ ในกระเป๋ามีทั้งของที่ฝากเอาเข้ามา ทั้งผลิตภัณฑ์จากสัตว์ (หมูหยอง) รวมถึง DNA ที่ขนมาด้วย เค้าก็ถามว่ามีเอาของที่อยู่ในใบนี้มารึเปล่า ผมก็ตอบว่าไม่มี จบ ผ่านเลย โอ้ ช่างง่ายดายซะเหลือเกิน (เห็นคนอื่นบอกว่าเค้าอาจสุ่มตรวจของในกระเป๋าและอาจมีสัมภาษณ์ด้วย แต่ผมไม่โดยเลย)

ออก มาคนที่ Kyoto university เค้าบอกว่าเค้าบอกให้คนจาก MK taxi มายืนรอพร้อมชูป้ายชื่อเราด้วย บอกเค้าว่าเครื่องจะลงจอดตอน 18.30 น. แต่ตอนนั้นเกือบ 20.00 น. ไม่รู้ว่าคุณลุงจาก MK taxi เค้ามารอตั้งแต่เมื่อไหร่ สงสารแกจัง

นั่ง MK มา มันเป็นบริการรถตู้แบบรวมหลายๆคน ที่ไปทางเดียวกัน ราคา 3300 เยน ผู้โดยสารที่อยู่บนรถจะดีมากตรงที่ไม่คุยกันเสียงดัง(คือแทบไม่คุยกันเลย) ไม่มีการคุยโทรศัพท์เด็ดขาด ของแบบนี้ไม่ต้องมีคนมาสั่งเค้าก็ทำกันเป็นปกติอยู่แล้ว พอขับจากสนามบินคันไซมาชั่วโมงนึงก็มาเปลี่ยนเป็นรถ taxi ที่ kyoto ไม่เสียค่าบริการเพิ่ม แต่เราต้องนั่งไปกับผู้โดยสารอีกคนนึง (เป็นสาวสวยด้วย แต่ไม่ได้คุยกัน) ขับวนไปวนมาหาบ้านอยู่พักนึงก็เจอ คนขับ taxi ที่นี่จะดูดีมาก ตรงที่มี uniform ใส่หมวก ใส่ถุงมือสีขาว เบาะรถก็มีผ้าคลุมเบาะสีขาว ไม่เปิดเพลงแบบยัดเยียดให้ผู้โดยสาร อาจจะเป็นเหตุผลที่ทำให้ taxi ที่นี่ราคาแพง(เค้าว่าขึ้นครั้งนึงก็เริ่มที่ประมาณสองร้อยบาทแล้ว)


    ภาพแรกในญี่ปุ่น ถ่ายที่สนามบินคันไซ

                                  ภาพที่สอง

ถึงบ้านซักที แบบฝนตกๆ พี่เน็ต(@Chanavee Ratanajaraya คนไทยที่นี่ อยู่บ้านเดียวกัน) ก็ออกมารับ และบอกว่าอาจารย์ให้เอา DNA ไปเก็บที่แลปเลย (ตอนเกือบสี่ทุ่ม) เพื่อให้มั่นใจว่า DNAs are safe at the lab. พี่เน็ตบอกไม่ต้องไปด้วยก็ได้นะ <--ไม่เป็นไรครับ ผมหิวข้าวด้วย อยากออกไปกินข้าว แล้วก็ออกไปท่ามกลางฝน โดยขี่จักรยานกางร่ม เปียกโชกไปทั้งตัวอยู่ดี สุดท้ายข้าวมื้อแรกในญี่ปุ่นครับ ข้าวหน้าเนื้อชีส ราคา 330 เยน ร้าน Sukiya

อาบน้ำนอน จบหนึ่งวันแรกในเกียวโต เดี๋ยววันหลังมาต่อครับ

วันอาทิตย์ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2553

ทำวีซ่า

ถ้าใครเคยดูเดี่ยว8 ของท่านโน๊ส อุดม คงจะจำกันได้ถึงการทำวีซ่าของอเมริกา


ถ่ายรูป มันต้องเห็นหู ไม่งั้นไม่ผ่าน


นั่นแล ทำให้ข้าพเจ้ารู้สึกกลัวขึ้นมาจับใจ ว่ารูปจะไม่ผ่าน


แต่..ของ ผมมันวีซ่าญี่ปุ่น มันจะเหมือนกันป่าวฟ่ะ


ยิ่งอ่านในเวบ ของสถานทูตแล้ว...โหดจัง ถ้าไม่ผ่านต้องรอหกเดือน ถึงขอใหม่ได้


ยิ่ง ผมถ่ายรูปมาแล้ว ไม่เห็นหู...ยิ่งเครียดเลย


แต่พี่โน๊สก็ ไม่ได้บอกว่าวีซ่าญี่ปุ่นจะเรื่องมากนี่...ไม่น่าเป็นไรมั้ง


แต่ ที่อยากถามพี่โน๊สมากๆเลยก็คือ


รูปของผมนี่จำเป็นต้องเห็น ตามั๊ยครับ...มันยากมากอ่า



เอกสารที่ต้องใช้ในการ ขอวีซ่าจะ แตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ของการเดินทาง


ดู ได้จากที่นี่ http://www.th.emb-japan.go.jp/th/consular/visa_t.pdf


ของ ผมอยู่ในข่ายผู้ที่ได้รับใบสถานภาพการพำนัก (Certificate of Eligibility)


ซึ่ง ใบนี้ต้องขอมาจากกระทรวงยุติธรรมที่ประเทศญี่ปุ่น หรือสถานทูตญี่ปุ่น


ช่วง ที่ผ่านมาคนจะถามกันมาเยอะว่าเมื่อไหร่จะไป


ที่ช้าก็ติด ไอ้ใบ COE นี่แหละครับ


เอกสารสำคัญถัดไปคือทะเบียนบ้าน ตัวจริง


ซึ่งอยู่ที่พ่อของผม ซึ่งผมพักอยู่ที่หอ


ดังนั้น จึงไม่มีทะเบียนบ้านตัวจริง


ทีนี้ทำยังไงครับ ใครช่วยบอกหน่อย


บางคนอาจจะคิดว่าก็กลับไปเอาที่ สมุทรปราการ เดินทางทีสี่ชั่วโมง ไปกลับก็เกือบแปดชั่วโมง...ไม่เอาดีกว่า


หรือ ให้พ่อส่ง EMS มาก็กลัวหายอ่ะครับ


ผมก็ทำยังงี้ครับ เดินทางไปที่ทำการเขต


ในที่นี้ผมไปที่เขตคลองเตยครับ


แล้ว ไปขอคัดสำเนาทะเบียนบ้าน


แล้วก็เอาสำเนาที่คัดเนี่ยไปขอ วีซ่า ตอนขอก็ใจตุ๊มๆต่อมๆ ว่าจะได้รึเปล่า


แถมลุงคนรับ เอกสารก็บอกว่า "น่าจะ"ใช้ได้


ทำไมมันมีคำว่าน่าจะด้วยฟะ ตกลงมันได้รึไม่ได้ล่ะเนี่ย

ที่ผมรู้จักการคัดสำเนาก็เพราะว่าเคย ลืมกระเป๋าสตางค์ไว้บนรถแท็กซี่พร้อมเงินสด 3000 กว่าบาท


ทำให้ต้องไปทำบัตรใหม่ เอกสารที่ใช้การขอมีบัตรฯ ใหม่ กรณีบัตรฯ หาย
1. สำเนาทะเบียนบ้าน (ฉบับเจ้าบ้าน) ที่ผู้ขอมีชื่ออยู่
2. เอกสารทางราชการที่มีรูปถ่ายของผู้ขอมีบัตร ฯ เช่น ใบอนุญาตขับขี่รถยนต์ หนังสือเดินทาง ฯลฯ
3. กรณีไม่มีเอกสารตามข้อ 2 ให้นำพยานบุคคลไปให้ถ้อยคำรับรองต่อเจ้าหน้าที่

ตอนนั้นผมก็ไปทำแบบไม่มีอะไรไปเลย ไม่มีทั้งสำเนาทะเบียนบ้าน ทั้งเอกสารทางราชการ เพราะใบขับขี่ก็หายไปด้วยกัน แถมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าต้องมีพยานด้วย(เค้าบอกว่าควรเป็นข้าราชการซี4 ขึ้นไป)


ทำไมมันผ่านก็ไม่รู้จำไม่ได้แล้ว - -"


แต่ ที่จำได้คือเขาให้เราคัดสำเนาทะเบียนบ้านแล้วซีรอกซ์บัตรนักศึกษา


คงใช้ได้ละมั้ง นั่นเป็นจุดที่ทำให้ผมรู้จักการคัดสำเนาทะเบียนบ้าน


นิทาน เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า สิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นกับเรา แม้ว่าตอนนี้ดูไม่มีประโยชน์ แต่มันจะเป็นประสบการณ์ที่ได้ใช้ประโยชน์ในอนาคตครับ (ขนาดกระเป๋าสตางค์หายยังมีประโยชน์เลย)


สุดท้ายวีซ่าก็ผ่านแล้วครับ


กำหนดการเดินทางอย่างไม่เป็นทางการคือวันศุกร์นี้ เครื่องออก 11.00 น. TG672 ครับ


ขอบคุณ ที่ติดตามอ่านครับ

วันพฤหัสบดีที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2553

ใครเคยหลับทั้งยืนบ้างครับ

ผมว่านศพ.ที่ไปราวน์เช้าราวน์เย็น เข้า OR (operating room) ทั้งวัน คงมีกันบ้างแหละ
ผมเคยครั้งนึง ตอนม.ต้น ยืนเกาะราวรถเมล์อยู่ หลับแบบสับปะงกเฉยเลย - -"


นอนดีๆไม่ชอบ ต้องไปยืนหลับ เมื่อยก็เมื่อย


คนยืนหลับได้นี่สุดยอดนะครับ ข้าน้อยขอคารวะ


แต่...จะ ดีซักแค่ไหนครับ ถ้าเราจะยืนหลับกันได้แบบสบายๆ


รูปนี้




ไม่ใช่อุปกรณ์ของสายลับ เจมส์ บอนด์ นะครับ


แต่เป็นอุปกรณ์ช่วยในการยืนหลับได้อย่างสบายๆ o_O


อย่างไร เอ๊ะ


ไปดูในรูปได้เลยครับ











ในตัวอุปกรณ์ จะมีที่อุดหู หมอนหนุนรองคอ แว่นตาแบบมีแผ่นกันกระแทกรองตา มีร่มที่กางได้ถ้าสภาพอากาศไม่ค่อยดี และอุปกรณ์ช่วยพยุงตัวที่เค้าว่ายังไงก็ไม่ล้ม


ถ้าใช้จริงแล้วตื่น ขึ้นมาพบว่าตัวเองอยู่กลางถนนคงรู้สึกแปลกๆนะครับ


แต่ถ้าผมใช้ คงดิ้นจนกลิ้งตกลงมาแน่เลย


ใครเคยหลับทั้งยืนบ้างครับ


ขอบคุณ ที่ติดตามอ่านครับ


อ้างอิง
http://www.we-make-money-not-art.com/archives/2008/09/conflux-vertical-bed.php
http://www.substitutematerials.com/temporaryterritories/temporaryterritories.html

วันพุธที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2553

Google logo

คราวนี้บล็อก ดูมีสาระ
ตั้งใจจะอัพเอนทรี่นี้ตั้งแต่อาทิตย์ ที่แล้ว แต่ว่าอาทิตย์ที่แล้วพอดีเป็นวันวิสาขบูชา ก็เลยขอเปลี่ยนเรื่องก่อน




Google เกิดมาจากโครงงานของนักศึกษาปริญญาเอกชื่อ Larry Page and Sergey Brin (สองผู้ก่อตั้ง) ที่ Stanford ตอนนั้นชื่อโปรเจกคือ BackRub มีคนทำสัญลักษณ์เล่นๆขึ้นมาแบบนี้(ไม่รู้ว่าเคยใช้จริงรึเปล่า)
Backrub


ปี 1998 Sergey Brin ก็สร้างสัญลักษณ์นี้ขึ้นมา

สังเกตว่ามีเครื่องหมาย ! (เค้ายอมรับว่าลอกเลียนแบบ Yahoo!) สีที่ใช้ก็ตามแม่สี แต่! มีสีเขียว สื่อถึงการที่กูเกิ้ลไม่ชอบทำตามกฎเกณฑ์ ใครอยากใช้เวอร์ชันนี้ ก็เชิญที่
http://web.archive.org/web/19981111183552/google.stanford.edu/


สัญลักษณ์ของกูเกิ้ลถูกเปลี่ยน เมื่อเดือนสิงหาคม ปี 1999 เป็นหน้าตาแบบที่เราคุ้นเคย

แต่เดี๋ยวก่อน! ปัจจุบันเราเข้ากูเกิ้ลจะไม่ได้เห็นโลโก้นี้อีกแล้ว เพราะมันถูกเปลี่ยนเป็นแบบนี้



มีใครได้สังเกตรึเปล่าครับ ว่าสัญลักษณ์ของกูเกิ้ลเปี้ยนไป๋ (ตั้งแต่ต้นเดือนพฤษภาคม 2010)
(หลายคนแอบเข้ากูเกิ้ลไปเช็คดู รู้น่ะ!)
สีมันชัดเจนขึ้น และเงาหายไป เขาให้เหตุผลว่าของเก่าสีมันดูอึมทึมเกินไป ของใหม่ดูสดใสกว่า




Google Doodle เป็นสัญลักษณ์ของกูเกิ้ลที่ทำขึ้นมา ตามเทศกาล และวันสำคัญต่างๆ
(ไม่น่าเกี่ยวกับ Doodle Jump นะ)
Doodle 4 Google
doodle for sesame street
doodle for holidays
doodle for popeye

กูเกิ้ลออกสัญลักษณ์ที่เป็นทางการ ทั่วโลก 770 แบบแล้ว (เฉพาะอเมริกาประมาณ 300 กว่าแบบ) (นับถึงวันที่ 21 มีนาคม 2010) โดย Doodle อันแรกในประวัติศาสตร์ สร้างเมื่อปี 1998 เพื่อจะบอกว่า Larry Page and Sergey Brin จะไปร่วมงาน Burning Man Festival นะจ๊ะ เพื่อให้ผู้ใช้ทราบว่าผู้ก่อตั้งไม่อยู่ อาจจะไม่มีผู้ดูแลระบบ เผื่อว่าเซิร์ฟเวอร์เกิดล่มขึ้นมา


หลังจากนั้นก็มีแนวคิดเอา Doodle มาสร้างสีสัน อันถัดมาสร้างโดย Dennis Hwang

และ ต่อมาเขาก็ได้รับหน้าที่สร้าง Doodle ปีละกว่า 50 แบบเลย



ปกติ Google logo จะคลิ๊กแล้วไม่เกิดอะไรขึ้น (ไม่เชื่อก็ลองดูดิ)
แต่ถ้าคลิ๊กที่ Doodle จะลิงค์ไปที่ผลลัพธ์การค้นหาที่เกี่ยวข้องกับ Doodle นั้น




เมื่อพูดถึง Google Doodle แล้วบุคคลนึงที่จะขาดไม่ได้คือ Marissa Mayer
NEW YORK - APRIL 19:  VP of Search products and User Experience at
 Google, Marissa Mayer poses for photos at the 2010 Matrix Awards 
presented by New York Women in Communications at The Waldorf Astoria on 
April 19, 2010 in New York City.

ตำแหน่งปัจจุบันเป็น Google's vice president of search products and user experience
เธอทำงานกับกูเกิ้ลมาตั้งแต่กูเกิ้ลยังเพิ่งเริ่ม ก่อตั้ง(จินตนาการสมัยกูเกิ้ลมีพนักงานยี่สิบคน แล้วผู้ก่อตั้งออกมาบอกว่า เราจะเปลี่ยนแปลงโลก ผมรู้สึกว่ามันเท่มาก ที่มีอุดมการณ์ขนาดนั้น และที่สำคัญ เค้าทำได้จริง) Doodle ทุกอันต้องผ่านสายตาเธอก่อนที่จะขึ้นไปที่หน้าหลักของกูเกิ้ล เปรียบเสมือนผู้รักษาประตูครับ แถมเค้าบอกว่าหินมาก ไม่เจ๋งจริง ไม่ให้ผ่าน

Doodle ที่ประวัติศาสตร์ต้อองจารึก เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2010 มี Doodle อันแรกที่เล่นได้ เพื่อฉลองวันคล้ายวันเกิด 30 ปี Pacman
จากค่าย NAMCO
Doodle นี้ทำคนติดกันงอมแงม เป็น talk of the town ไปเลย


ผมก็นึกว่าหมดวันนั้น แล้วก็จบกัน แต่มีคนเรียกร้องไปเยอะว่าอยากเล่น


จนในที่สุด กูเกิ้ลต้องออกหน้าเวบเพจของ Google Pacman โดยเฉพาะ

http://www.google.com/pacman


อัน นี้มีทริกนิดนึง คือก่อนเล่นให้กด insert coin ไป 2 ที มันจะมี Ms. Pac-Man ออกมาด้วย ทำให้ช่วยกันเล่นได้สองคน
ใครมีทริกเพิ่มเติมก็บอกกันได้จ้า


มี การประมาณการณ์สูญเสียทางการเงินทั่วโลก ประมาณ 120 ล้านเหรียญสหรัฐ เนื่องจากคนเล่น Pacman นี้จนไม่ได้ทำงาน (- -")




เพิ่มเติมอีกนิด Google's favicon (Google's mini icon) มีการเปลี่ยนแปลงเหมือนกัน
http://www.abinesh.com/delirium/wp-content/uploads/2009/01/google-favicon-2009.png




คลิ๊ก ที่รูปด้านล่างสิครับ Search Engine ของ Sodazzza (ตีตลาดแข่งกับกูเกิ้ลแล้ว 55)
ขอบคุณที่ติดตามอ่านครับ




อ้างอิง
http://en.wikipedia.org/wiki/Google_logo
http://en.wikipedia.org/wiki/History_of_Google
http://andheblogs.andyrush.net/just-do-a-backrub-search/
http://www.techradar.com/news/internet/marissa-mayer-on-the-future-of-google-496016
หนังสือ "ตามล่า Search หาฝัน" โดย กระทิง
http://www.indianexpress.com/news/Google-Pac-Man-doodle-cost--120m-in-lost-productivity/623919