วันนี้จะพูดถึงความแตกต่างระหว่างประเทศเท่าที่สังเกตได้
1. การซื้อของที่ญี่ปุ่นนั้นจะต่างกับที่ไทยนิดหน่อยครับ
คือซื้อของที่ญี่ปุ่น ส่วนใหญ่แล้วพนักงานเค้าจะไม่เอาของเราใส่ถุงให้ครับ
เค้าจะเอาถุงใส่ตระกร้า แล้วให้เราเอาตะกร้าออกมาหลังเคาท์เตอร์
มาจัดเรียงของใส่ถุงเองอย่างในรูปครับ
เครื่องคิดเงินของที่นี่ส่วนใหญ่จะเป็นแบบทอนเงินอัตโนมัติ
คือพอพนักงานคีย์ข้อมูลเสร็จ บอกเครื่องว่ากี่เยน
พอจ่ายเงินให้ก็เอาเงินเข้าเครื่อง
แล้วเงินทอนก็ออกมาเองเลย พอดีจำนวน
ไม่ต้องเสียเวลานับเงินทอนให้ยุ่งยาก
2. ไม่มีซ้อส เวลาไปซื้ออาหารฟาสฟู้ดส์ ในไทยบีบซ้อสกระจาย
มาอยู่ที่นี่ ไม่มีซ้อส...โอ้ว แม่เจ้า
แต่ก็อร่อยนะครับ รสชาติคนละรสกับของที่บ้านเรา
ไม่ต้องใส่ซ้อสแต่ก็กินได้ อร่อยด้วย
3.การใช้เงิน
ไม่ได้จะพูดถึงการใช้เปลืองหรือไม่เปลืองครับ
(เพราะที่นี่ถ้าอยู่อย่างประหยัดก็ใช้วันละ 7-800 บาทเป็นปรกติอยู่แล้ว)
ที่นี่เงินที่ใช้ส่วนใหญ่จะเป็นเหรียญครับ แบกเหรียญหนักๆทุกวัน
เหรียญที่ใช้บ่อยสุดก็คงเป็นร้อยเยนครับ
ใช้บ่อยจนรู้สึกว่ามีค่าแค่ประมาณเหรียญสิบบาทของไทยครับ
ในรูปเป็นเหรียญต่างๆ 1,5,10,100 และ 500 เยน
4.ร้านร้อยเยน
อย่างที่บอกว่าร้อยเยนมีค่าประมาณสิบบาทไทย
(พูดถึงมูลค่า ไม่ได้พูดถึงอัตราแลกเงิน)
สินค้าในร้านร้อยเยนเป็นสินค้าราคาถูกครับ
แต่ก็ไม่ได้รู้สึกว่าคุณภาพมันจะแย่มากจนใช้ไม่ได้
(ถึงแม้ว่าจะไม่ได้ดีอย่างของที่แพงๆก็ตาม)
ของใช้ในชีวิตประจำวันส่วนใหญ่ก็หาได้ในร้านร้อยเยน
ตั้งแต่ขนมขบเคี้ยว เครื่องปรุง+อุปกรณ์ครัว อุปกรณ์ทำสวน เครื่องเขียน
อุปกรณ์แต่งหน้า ของตกแต่งบ้าน ของเล่น สารพัดจะบรรยาย
เอาเป็นว่า เข้าเกือบทุกวันนั่นแหละครับ (หมดไปเป็นหมื่นเยนแล้วมั้งเนี่ย)
ร้านร้อยเยนเป็นชื่อเรียกกันเล่นๆง่ายๆครับ
ความจริงแล้วก็จะมียี่ห้อต่างๆกันไปอีกครับ
(ก่อนมานี่เคยคิดว่าร้านร้อยเยนมีแต่ยี่ห้อไดโสะ เพราะเคยเห็นยี่ห้อเดียว)
แต่ละยี่ห้อก็จะมีของบางอย่างแตกต่างกันครับ
อ้อ อีกอย่างคือร้านร้อยเยนส่วนใหญ่จะคิดราคาจริงร้อยห้าเยนครับ
เห็นว่ารวม VAT ด้วย
รูปนี้เป็นร้านร้อยเยนที่เข้าบ่อยที่สุด ชื่อยะคุมัง
เป็นร้านพิเศษที่คิดราคาร้อยเยนจริงๆ ไม่บวกอีกห้าเยน
(เห็นว่าเป็นสวัสดิการของมหาวิทยาลัย)
วันที่สิบเดือนนี้จะมีโปรโมชั่น ซื้อสิบแถมหนึ่งอีก (เสียตังค์อีกแล้วตรู - -")
รูปล่างนี้เป็นร้านไดโสะ ที่ไปขายในไทยหกสิบบาท
5.ห้องน้ำ
ห้องน้ำที่นี่ส่วนใหญ่จะเป็นแบบนี้ครับ
แต่ถ้าพัฒนาแล้วจะเป็นแบบนี้
มีที่ฉีดให้ตรงรูด้วย ที่รองนั่งปรับอุณหภูมิได้
ส่วนใหญ่แล้วก๊อกที่ล้างมือเป็นแบบอัตโนมัติครับ
เคยเจอที่ใส่สบู่เป็นแบบอัตโนมัติด้วย
ตอนนั้นคืองงครับว่าก๊อกไหนเป็นน้ำเปล่า ก๊อกไหนเป็นสบู่(อ่านไม่ออก)
ถ้าไฮเทคขึ้นไปอีก ก็เป็นไฟเปิดปิดอัตโนมัติ มีคนอยู่จะเปิดไฟครับ
แต่ก็งงว่า ถ้าเรานั่งถ่ายในห้องน้ำนานๆ นั่งนิ่งๆ มันรู้ได้ไงว่ามีคนอยู่อ่ะ
หรือเซ็นเซอร์มันนับคนเข้าออกหว่า (คำถามที่ขี้เกียจหาคำตอบ)
พูดถึงเรื่องไฟ ก็ขอนิดนึงว่าไฟหน้าบ้านของที่นี่หลายบ้านเปิดอัตโนมัติครับ
ถ้ามีคนผ่านก็จะเปิดเอง ไม่มีคนจะปิดเพื่อประหยัดไฟ
ขี่จักรยานผ่านตอนกลางคืนก็จะรู้สึกบรึ๋ยๆ ที่ไฟเปิดเอง - -"
6.ขึ้นรถเมล์
ของที่นี่ป้ายรถเมล์จะบอกว่าสายอะไรกำลังมา หรือถ้าเป็นแบบเก่าหน่อย
ก็จะบอกเวลาที่รถเมล์จะมาถึง ซึ่งส่วนใหญ่เชื่อถือได้ครับ
ขึ้นรถเมล์ให้ขึ้นที่ประตูหลัง ไม่มีกระเป๋ารถเมล์
แต่จ่ายเงินตอนลงที่ประตูหน้า ที่เครื่องเก็บเงินอัตโนมัติ
ต้องหยอดเงินให้พอดี ไม่มีทอนครับ
แต่ตรงที่จ่ายเงินจะมีตู้แลกเงินด้วย
ถ้าเงินไม่พอดีให้แลกเงินก่อนค่อยจ่ายเงิน
วันนี้พอแค่นี้ก่อนครับ เดี๋ยววันหลังค่อยมาต่อ
(อ่านอีกที มีคำว่าอัตโนมัติเยอะมาก)
ขอบคุณที่ติดตามอ่านครับ
พูดถึงเรื่องไฟ ก็ขอนิดนึงว่าไฟหน้าบ้านของที่นี่หลายบ้านเปิดอัตโนมัติครับ
ถ้ามีคนผ่านก็จะเปิดเอง ไม่มีคนจะปิดเพื่อประหยัดไฟ
ขี่จักรยานผ่านตอนกลางคืนก็จะรู้สึกบรึ๋ยๆ ที่ไฟเปิดเอง - -"
6.ขึ้นรถเมล์
ของที่นี่ป้ายรถเมล์จะบอกว่าสายอะไรกำลังมา หรือถ้าเป็นแบบเก่าหน่อย
ก็จะบอกเวลาที่รถเมล์จะมาถึง ซึ่งส่วนใหญ่เชื่อถือได้ครับ
ขึ้นรถเมล์ให้ขึ้นที่ประตูหลัง ไม่มีกระเป๋ารถเมล์
แต่จ่ายเงินตอนลงที่ประตูหน้า ที่เครื่องเก็บเงินอัตโนมัติ
ต้องหยอดเงินให้พอดี ไม่มีทอนครับ
แต่ตรงที่จ่ายเงินจะมีตู้แลกเงินด้วย
ถ้าเงินไม่พอดีให้แลกเงินก่อนค่อยจ่ายเงิน
วันนี้พอแค่นี้ก่อนครับ เดี๋ยววันหลังค่อยมาต่อ
(อ่านอีกที มีคำว่าอัตโนมัติเยอะมาก)
ขอบคุณที่ติดตามอ่านครับ
very interesting krub.
ตอบลบJust wonder what do you buy most when you go to ร้านร้อยเยน?
ซื้อหลายอย่างครับ อย่างที่บอกว่าเข้าทุกวัน
ตอบลบที่ซื้อบ่อยสุดคงเป็นขนมกับน้ำครับ
อย่างอื่นที่เคยซื้อก็เป็นเครื่องเขียน กระติกน้ำ กล่องใส่อาหาร ...บลา บลา บลา ...แม้กระทั่งเกลือและโชยุครับ
อยากไปอยากไป
ตอบลบ